การจดทะเบียนสมรส

  1. จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยที่สถานกงสุลใหญ่ฯ

คำร้องขอจดทะเบียนสมรส 

สถานกงสุลใหญ่ฯ ไม่รับจดทะเบียนสมรสระหว่างคนสัญชาติไทยกับคนสัญชาติเยอรมัน รับจดทะเบียนสมรสเฉพาะระหว่างคนสัญชาติไทยกับคนสัญชาติไทย หรือระหว่างคนสัญชาติไทยกับคนสัญชาติอื่น ๆ เท่านั้น

ผู้ยื่นคำร้องทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ต้องยื่นเอกสารเหมือนกัน ดังนี้

1) หนังสือรับรองความเป็นโสดตัวจริง ถ้าเคยแต่งเคยหย่ามาก่อนต้องมีหนังสือรับรองความเป็นโสดหลังหย่า หรือถ้าคู่สมรสเสียชีวิตต้องมีหนังสือรับรองความเป็นโสดว่าหลังคู่สมรสเสียชีวิตแล้วไม่ได้แต่งงานอีก หนังสือรับรองความเป็นโสดนี้ต้องมีอายุไม่เกิน 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ออก

2) ในกรณีหย่ามาก่อน ให้ยื่นสำเนาใบสำคัญการหย่าหรือคำพิพากษาหย่าด้วย 1 ชุด

3) ในกรณีที่คู่สมรสเสียชีวิต ให้ยื่นสำเนามรณบัตรด้วย 1 ชุด

4) สำเนาหนังสือเดินทาง 1 ชุด

5) สำเนาทะเบียนบ้านไทย หรือ บัตรประจำตัวประชาชน 1 ชุด

6) สำเนาใบแสดงที่อยู่ในเยอรมนี (Meldebestätigung) 1 ชุด

7) เอกสารที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ แล้วแต่กรณี เช่น ใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล เป็นต้น

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจเอกสารเรียบร้อยแล้วและไม่มีข้อขัดข้องประการใด เจ้าหน้าที่จะนัดหมายให้ท่านเดินทางไปจดทะเบียนสมรสที่สถานกงสุลใหญ่ฯ หากท่านไม่มีหนังสือรับรองความเป็นโสด ท่านสามารถเดินทางมายื่นคำร้องมอบอำนาจที่สถานกงสุลใหญ่ฯ เพื่อให้ญาติไปขอหนังสือรับรองความเป็นโสดที่สำนักงานเขต หรือที่ว่าการอำเภอได้ และดูข้อมูลการใช้นามสกุลหลังสมรสตามกฎหมายไทยใน

“พระราชบัญญัติชื่อบุคคล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2548”

เพื่อตัดสินใจเลือกใช้นามสกุลหลังสมรสตามที่กฎหมายไทยกำหนดไว้

หากท่านเคยสมรส หรือหย่า ตามกฎหมายเยอรมัน หรือตามกฎหมายไทยที่สถานเอกอัครราชทูตฯ หรือสถานกงสุลใหญ่ฯ ต้องแจ้งให้สำนักงานเขต หรือที่ว่าการอำเภอที่เมืองไทยทราบด้วย เพื่อไปยื่นขอจดทะเบียน คร. 22 ที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอที่ตนมีถิ่นที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน และเพื่อแก้ไขนามสกุลและคำนำหน้านามให้ถูกต้องตามสถานภาพการสมรสของท่าน โดยมีขั้นตอน ดังนี้

1) ขอทะเบียนสมรส ที่เป็น International Heiraturkunde จาก Standes Amt  ที่ตนได้ทำการสมรส และนำไปรับรองที่ เรียกว่า การทำ legalization หรือ Legalisierung ที่ Regierungspräsidium

2) นำทะเบียนสมรสที่ได้รับการรับรองแล้ว พร้อมคำพิพากษาหย่าไปแปลเป็นภาษาไทยโดยล่ามที่ได้รับอนุญาตจากศาล

3) นำเอกสารดังกล่าวมารับรองที่สถานกงสุลใหญ่ฯ

4) นำเอกสารไปทำการรับรองลายมือชื่อกงสุลของสถานกงสุลใหญ่ฯ ที่กรมการกงสุล (ถนนแจ้งวัฒนะ)

5) ไปยื่นขอทำ คร.22 ที่สำนักงานเขต/ที่ว่าการอำเภอ ขอแก้ไขชื่อและคำนำหน้าในทำเบียนราษฎรให้ถูกต้องตามสถานภาพสมรสปัจจุบัน

* หากท่านเป็นนางสาว ท่านควรจะเปลี่ยนคำนำหน้านามเป็น “นาง” ภายหลังการสมรส เพื่อให้เจ้าที่ทางการเยอรมนีจะได้เข้าใจถูกต้อง และไม่เกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง

* หากท่านไม่สามารถไปดำเนินการตามข้อ 4) และ 5) ด้วยตนเองได้ ท่านสามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่น (ญาติ หรือเพื่อน) ไปดำเนินการแทนได้ กรุณาตรวจสอบข้อมูลเพิ่มได้ในส่วน “หนังสือมอบอำนาจ” link to Drop down 5

หากท่านเคยสมรสและหย่าตามกฎหมายไทยที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยในเยอรมนี ให้ใช้ทะเบียนสมรสและใบสำคัญการหย่าของไทยยื่นประกอบการทำหนังสือมอบอำนาจ

หากคู่สมรสถึงแก่กรรม และประสงค์จะทำการสมรสใหม่ ต้องขอใบรับรองความเป็นโสดก่อนทำการสมรส ในกรณีที่คู่สมรสเป็นชาวเยอรมัน และท่านไม่เคยแจ้งการแต่งงานต่อทางการไทย ท่านต้องแจ้งโดยนำทะเบียนสมรสและมรณบัตรไปรับรองที่ Regierungspräsidium แล้วนำไปแปลเป็นภาษาไทยโดยล่ามที่ได้รับอนุญาตจากศาล (รายละเอียดเอกสารที่ต้องใช้เพิ่มเติม ดูได้ในส่วน “หนังสือมอบอำนาจ” link to Drop down 5

Regierungspräsidium เนื่องจากหน่วยงานที่มีสิทธิรับรองเอกสารของประเทศเยอรมนีมีชื่อเรียกแตกต่างกัน ดังนั้น หากท่านไม่ทราบว่าจะนำทะเบียนสมรสไปทำ Legalisierung ที่ไหน ให้สอบถามสำนักทะเบียนที่ออกเอกสารให้ท่าน หรือสอบถามหน่วยงานปกครองของเมืองที่ท่านพำนักอยู่ (Stadtverwaltung)

“รายชื่อหน่วยงานราชการเยอรมันสำหรับการรับรองเอกสารราชการเยอรมัน”

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

  1. การจดทะเบียนใช้ชีวิตสมรสของบุคคลเพศเดียวกันตามกฎหมายเยอรมัน

สถานกงสุลใหญ่ฯ ขอแจ้งให้ทราบว่า กฎหมายไทยไม่ยอมรับการจดทะเบียนใช้ชีวิตสมรสของบุคคลเพศเดียวกันตามกฎหมายเยอรมัน (Lebenspartnerschaft) แต่อย่างใด

บุคคลสัญชาติไทยที่ได้จดทะเบียนใช้ชีวิตสมรสของบุคคลเพศเดียวกันจึงไม่สามารถแจ้งการจดทะเบียนดังกล่าวต่อหน่วยงานราชการไทยได้ เช่น ไม่สามารถมายื่นคำร้องขอเปลี่ยนนามสกุลตามคู่สมรสที่เป็นบุคคลเพศเดียวกันได้ สถานกงสุลฯ จึงขอแนะนำให้ท่านที่วางแผนจะจดทะเบียนใช้ชีวิตสมรสกับบุคคลเพศเดียวกันตามกฎหมายเยอรมันเลือกใช้นามสกุลเดิมของตนเป็น “นามสกุลหลังการจดทะเบียนใช้ชีวิตสมรสของบุคคลเพศเดียวกัน” เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในการเปลี่ยนนามสกุล